Site Overlay

สถานที่ท่องเที่ยว

รอบคลองโอ่งอ่าง หรือ คลองรอบกรุง

มาสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยว รอบคูคลอง แบบทัศนียภาพใหม่ เพื่อพักหัวใจไว้ที่พระนคร

สถานที่ท่องเที่ยวรอบคลองโอ่งอ่าง

มาสัมผัสความสวยงามทางศิลปะและวัฒนธรรม กับทัศนียภาพใหม่ รอบคูคลอง หลังจากได้มีปรับปรุง และพัฒนา

1.สวนสันติชัยปราการ

สวนสาธารณะสันติชัยปราการ ตั้งอยู่ในบริเวณป้อมพระสุเมรุ โบราณสถานเก่าแก่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่เดิมป้อมแห่งนี้มีสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา ประกอบกับถูกบดบังโดยการใช้ที่ดินที่ขาดการจัดระเบียบบริเวณรอบป้อม ทำให้กิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์แห่งนี้ ขาดความสง่างามและด้อยความสำคัญลงไปมาก ต่อมารัฐบาลจึงทำการบูรณะป้อมพระสุเมรุ และปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้เป็นสวนสาธารณะ และใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณีในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 พร้อมทั้งดำเนินการจัดสร้างพระที่นั่งขึ้นในบริเวณสวน เพื่อถวายเป็นถาวรวัตถุที่ระลึกแห่งพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในโอกาสนี้ด้วย และได้รับพระราชทานชื่อว่า “พระที่นั่งสันติชัยปราการ” และ “สวนสาธารณะสันติชัยปราการ” ซึ่งมีความหมายว่า“มีประการที่เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะของสันติภาพ” รัฐบาลมอบสวนแห่งนี้ให้กรุงเทพมหานครดูแลเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

เปิดให้เข้าชม : 05.00-21.00 น.
รถประจำทาง :
รถเมล์สาย 3 , 6 , 9 , 30 , 32 , 33 , 53 , 64 , ปอ.6
ทางเรือ : ท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ลงเรือที่ ท่าพระอาทิตย์

2. พิพิธภัณฑ์บางลำพู

พิพิธภัณฑ์บางลำพู ตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ ริมคลองบางลำพู ใกล้กับป้อมพระสุเมรุ โดยกรมธนารักษ์ดำเนินการบูรณะ ซ่อมแซมอาคาร โรงพิมพ์คุรุสภา (โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช) ซึ่งเป็นโรงพิมพ์คุรุสภาและเป็นสถานที่ฝึกสอนช่างพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานอาคารจากกรมศิลปากรเมื่อปี 43 เปิดเป็น แหล่งท่องเที่ยวบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ และศูนย์การเรียนรู้เชิงการศึกษาวัฒนธรรมชุมชน  เป็นพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ซึ่งประยุกต์การ แสดงวัตถุและการเล่าเรื่องเชิงประวัติศาสตร์เข้ากับการแสดงวิถีชุมชนบางลำพูเดิมอย่างน่าสนใจ

เปิดทำการ
 จันทร์ – ศุกร์ 8:30–16:30   วันเสาร์  – วันอาทิตย์ 10:00–18:00
เบอร์ติดต่อ 02 281 9828

3.วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ด้านการช่วยให้เอาชนะศัตรูและอุปสรรคต่างๆมานับตั้งแต่ในอดีต ตั้งอยู่ที่แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ในอดีต วัดชนะสงครามเป็นเพียงวัดขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา จึงมีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่า “วัดกลางนา” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงรวบรวมชายฉกรรจ์ชาวมอญจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามาเป็นกองกำลังทหารในการสู้รบกับพม่า และให้ครอบครัวทหารเหล่านั้นพักอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบวัดกลางนา และตัววัดได้รับปฏิสังขรณ์ใหม่ พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดกลางนาเป็น”วัดตองปุ” เช่นเดียวกับวัดตองปุที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อเทิดเกียรติทหารชาวมอญในกองทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับพม่าในสงคราม 9 ทัพ เมื่อ พ.ศ. 2328 สงครามที่ท่าดินแดงและสามสบ เมื่อ พ.ศ. 2329 และสงครามที่นครลำปางป่าซาง

เมื่อ พ.ศ. 2330วัดชนะสงครามได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาจนกระทั่งหมดสิ้นการสู้รบกับประเทศพม่า หลังจากนั้นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ทำการบูรณะวัดขึ้นใหม่ทั้งหมด เมื่อการบูรณะเสร็จสิ้นจึงน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงมีชัยชนะต่อพม่าในการรบทั้ง 3 ครั้ง พระประธานในอุโบสถวัดชนะสงคราม มีนามว่า พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2.50 เมตร สูง 3.50 เมตร ประดิษฐานบนฐานสูง 1.30 เมตร และมีพระอัครสาวกซ้ายขวายืนพนมมือ 2 องค์ ในอดีตนั้นองค์พระประธานมีขนาดเล็กกว่านี้ โดยมีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เดินทางกลับจากการทำสงครามเก้าทัพ ก็ได้มาหยุดพักที่วัดแห่งนี้ และทรงถอดฉลองพระองค์ลงยันต์ (เสื้อยันต์) เพื่อคลุมองค์พระประธานถวายเป็นพุทธบูชา หลังจากนั้นช่างก็ได้โบกปูนทับจนมีขนาดใหญ่ขึ้นดังที่เห็นในปัจจุบัน – รถประจำทาง สาย 3, 6, 9, 15, 30, 32, 33, 43, 53, 64, 65, 82, 123 และ 509เรือด่วนเจ้าพระยา ลงเรือที่ท่าพระอาทิตย์ จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 800 เมตร ค่าโดยสารเรือด่วนเริ่มต้นที่ 15 บาทรถแท็กซี่ เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายและได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีอัตราค่าบริการเริ่มต้นที่ 35 บาท และเพิ่มค่าโดยสารกิโลเมตรละ 5.50 บาทในระยะ 1-10 กิโลเมตรแรก สามารถดูรายละเอียดอัตราค่าบริการเพิ่มเติม วัดชนะสงคราม

ทำการทุกวัน ตั้งแต่ 08.00-16.00 น.
โทรศัพท์: 02 281 9396

4. วัดตรีทศเทพ

วัดตรีทศเทพ สร้างขึ้นปีใดไม่ปรากฏหลักฐาน ทราบเพียงว่าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร ได้บริจาคทรัพย์และกำหนดเขตไว้จะสร้างวัด แต่ไม่ทันได้เริ่มก่อสร้างก็สิ้นพระชนม์ลงเสียก่อน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส จึงทรงรับทำการก่อสร้างวัดต่อมา จนขุดคูวัด สร้างกุฏิ ศาลา โรงฉัน เป็นต้นแล้วเสร็จ แต่ยังไม่ทันได้สร้างวิหาร อุโบสถ และศาลาการเปรียญ ก็สิ้นพระชนม์ลงอีก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงรับมาดำเนินการเอง โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงครามเป็นผู้อำนวยการสร้างจนแล้วเสร็จในปีมะโรง พ.ศ. 2410 และพระราชทานนามว่าวัดตรีทศเทพ แปลว่าวัดของเทพผู้ชายสามองค์ (ตรี (สาม) + ทศ (ผู้ชาย) + เทพ)

โทรศัพท์: 02 282 4453

5.ตลาดเทเวศร์

ขึ้นชื่อว่าย่านเก่าแก่มีตำนานอย่างตลาดเทเวศร์ก็ต้องเป็นแหล่งรวมร้านอาหารคาว-หวานเจ้าเก่าอยู่มากมายตลาดเทเวศร์ ในตลาดสดเป็นตลาดของแห้งและของสดมากมาย อาทิอาหารทะเลสดๆ เนื้อหมู เนื้อปลา ผักสด ผลไม้สด รวมถึงเป็นตลาดไม้ดอกไม้ประดับเก่าแก่ใจกว่า 40 ปี กลางเมืองกรุงเทพฯ เป็นแหล่งจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับและอุปกรณ์ในการปลูกต้นไม้รุ่นแรกจากสนามหลวง มีพันธุ์ไม้หายาก

เวลาทำการ 03.00 – 12.00 น.
โทรศัพท์: 064 772 6358

6. วัดโสมมนัสราชวรวิหาร

วัดโสมนัสราชวรวิหาร หรือ วัดโสมนัสวิหาร สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สร้างขึ้นด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมแบบไทยในสมัยกรุงรัตนโกสิน ภายในอุโบสถและพระวิหารมีภาพจิตกรรฝาผนังอันงดงาม มีคลองผดุงกรุงเกษมที่รัชการที่ 4 โปรดให้ขุดขึ้นแล้วเสร็จในปี 2395 ผ่านทางด้านหน้าของพระอุโบสถ ภายในวัดมีเจดีย์ 2 องค์ เจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (เจดีย์ทอง รูปทรงแบบลังกาสีทองเหลืองอร่าม ยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่า สามารถมองเห็นได้ไกลซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนเข้ามาชมความงามและกราบนมัสการกันอยู่มิได้ขาด) และยังมีเจดีย์องค์เล็ก (เจดีย์มอญ) อีกองค์ที่มีลักษณะสวยงามเช่นเดียวกับปรินิพพานสถูปในอินเดีย และหาชมได้ยากเพราะเจดีย์ลักษณะนี้มีเพียง 2 องค์ในประเทศไทย คือ ที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร และที่วัดกันมาตุยาราม อีกองค์หนึ่ง

ปัจจุบันมีการก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างเพิ่มเติม อาทิเช่น ตึก 150 ปี โรงเรียนศาลักษณาลัย ศาลาสำนักงานภาค ศาลาสถิต ศาลามุขหน้าวัด ตึก 80 ปีสมเด็จพระวันรัต เป็นต้น

เริ่มก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างพระราชอุทิศ สมเด็จพระนางเจ้า โสมนัสวัฒนาวดี เมื่อปี พ.ศ. 2396 ทรงวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถวิสุงคามสีมาอุโบสถ เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2396 (จ.ศ. 1215) ครั้นสิ่งก่อสร้างสำเร็จลงบ้าง พอเป็นที่อาศัยจำพรรษาของภิกษุสามเณรได้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนาพระอริยมุนี (พุทธสิริเถระ ทับ ป, 9) จากวัดราชาธิวาส พร้อมด้วยพระสงฆ์ราว 40 รูปโดยขบวนแห่ทางเรือ เสด็จมาประทับที่กุฎี ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งพระอริยมุนีเป็นพระพรหมมุนี ในปี 2415 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งพระพรหมมุนีเป็นพระพิมลธรรม ในปีเถาะ พ.ศ. 2422 และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระพิมลธรรมเป็นสมเด็จพระวันรัต ต่อมาสมเด็จพระวันรัตได้ก่อสร้างสิ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จให้เสร็จสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ท่านได้สร้างและเชิญพระสัมพุทฺธสิริมาจากวัดราชาธิวาสคราวยกวัด เพื่อมาเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ และพระสัมพุทธโสมนัสวัฒนาวดีนาถบพิตร(พระประธานในวิหาร) และ พระอัครสาวก เป็นของหลวงเชิญมาจากพระบรมมหาราชวัง

เบอร์โทร  0 2282 7944, 0 2282 9137


7.ชุมชนบ้านบาตร

ในเมืองหลวงของเรานั้น ชื่อของชุมชนหลายๆ แห่งล้วนบ่งบอกถึงอาชีพของคนในชุมชนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านบุ บ้านช่างหล่อ บ้านพานถม บ้านตีทอง ฯลฯ ถึงแม้ว่าชื่อชุมชนเหล่านั้น คนในชุมชนจะห่างหายจากการประกอบอาชีพไปก็ตาม แต่ชุมชน “บ้านบาตร” ก็ยังเป็นชุมชนแห่งหนึ่งที่ยังคงมีการอนุรักษ์สืบทอดอาชีพตามชื่อชุมชนอยู่ แม้ในตอนนี้จะเหลือผู้ประกอบอาชีพการทำบาตรอยู่เพียงไม่กี่ราย ฉันจึงขอเดินเยี่ยมชมสัมผัสคุณค่าและลมหายใจของชุมชนที่ยังมีวิถีชีวิตที่บ้านบาตรนี้สักหน่อย

“บ้านบาตร” ชื่อชุมชนบ้านบาตรนั้นมีความเป็นมาตั้งแต่เมื่อการย้ายราชธานีมายังกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้มีการกวาดต้อนประชาชนลงมาตั้งถิ่นฐานที่ราชธานีใหม่ ผู้คนในชุมชนเดิมๆ ที่ถูกต้อนก็ยังคงเกาะกลุ่มกันประกอบอาชีพแบบเดิมที่เคยทำมากันในอดีต รวมไปถึงชุมชนบ้านบาตรนี้ก็เช่นกัน

โทรศัพท์: 02 233 0581

8. สะพานพุทธยอดฟ้า

สะพานพระพุทธยอดฟ้า เป็นสะพานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี พ.ศ. 2472 เนื่องในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานครครบ 150 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ด้วยพระราชดำริที่จะสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ถึงความรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร โดยมีพระราชดำริว่าควรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมจังหวัดพระนครกับธนบุรีเข้าด้วยกัน เพื่อให้การคมนาคมติดต่อสะดวก ทั้งยังเป็นการขยายพระนครอีกด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้คิดแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นประกอบกันเป็นปฐมบรมราชานุสรณ์ที่ปลายถนนตรีเพชร ถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 2 ถัดจากสะพานพระราม 6 ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6

โครงการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และสะพานได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ (ต่อมาเป็นกรมพระยา) อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ซึ่งทรงอำนวยการแผนกศิลปกรรมคิดแบบอย่างเป็นพระบรมรูปทรงเครื่องขัตติยาภรณ์เสด็จประทับเหนือพระราชบัลลังก์และหล่อด้วยทองสำฤทธิ์ ขนาดสูงตั้งแต่ฐานถึงยอด 4.60 เมตร ฐานกว้าง 2.30 เมตร ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (ต่อมาคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน) เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ทรงเป็นผู้อำนวยการสร้าง ซึ่งทรงรับสั่งให้กองแบบแผน กรมรถไฟหลวง เป็นผู้ออกแบบโครงสร้าง แสดงทางขึ้นลงทั้ง ๒ ข้างและตัวสะพาน พร้อมด้วยขนาดและรายการ เพื่อเปิดประมูลจากบริษัทต่างๆ โดยได้เลือกแบบของบริษัทดอรแมนลอง ประเทศอังกฤษ และสร้างเป็นสะพานเหล็กยาว 229.76 เมตร กว้าง 16.68 เมตร ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 7.50 เมตร และอาจยกตอนกลางขึ้นด้วยแรงไฟฟ้า เปิดช่องกว้าง 60 เมตรเพื่อให้เรือใหญ่ผ่านได้สะดวก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสะพานว่า สะพานพระพุทธยอดฟ้า

รัฐบาลได้ประมาณการงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ไว้เป็นจำนวน 4,000,000 บาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง รัฐบาลส่วนหนึ่ง ส่วนอีกจำนวนหนึ่งนั้นทรงพระราชดำริว่าควรบอกบุญเรี่ยไรประชาชน เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475

ที่อยู่: ถนน ตรีเพชร แขวง แขวง วังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

 

ตึกแถวแพร่งสรรพศาสตร์

สวนสาธารณะสันติชัยปราการ ตั้งอยู่ในบริเวณป้อมพระสุเมรุ โบราณสถานเก่าแก่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่เดิมป้อมแห่งนี้มีสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา ประกอบกับถูกบดบังโดยการใช้ที่ดินที่ขาดการจัดระเบียบบริเวณรอบป้อม ทำให้กิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์แห่งนี้ ขาดความสง่างามและด้อยความสำคัญลงไปมาก ต่อมารัฐบาลจึงทำการบูรณะป้อมพระสุเมรุ และปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้เป็นสวนสาธารณะ และใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณีในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 พร้อมทั้งดำเนินการจัดสร้างพระที่นั่งขึ้นในบริเวณสวน เพื่อถวายเป็นถาวรวัตถุที่ระลึกแห่งพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในโอกาสนี้ด้วย และได้รับพระราชทานชื่อว่า “พระที่นั่งสันติชัยปราการ” และ “สวนสาธารณะสันติชัยปราการ” ซึ่งมีความหมายว่า“มีประการที่เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะของสันติภาพ” รัฐบาลมอบสวนแห่งนี้ให้กรุงเทพมหานครดูแลเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

เปิดให้เข้าชม : 05.00-21.00 น.
รถประจำทาง :
รถเมล์สาย 3 , 6 , 9 , 30 , 32 , 33 , 53 , 64 , ปอ.6
ทางเรือ : ท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ลงเรือที่ ท่าพระอาทิตย์

9. วัดบพิตรพิมุข

วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร เดิมมีชื่อว่า วัดเชิงเลน หรือ วัดตีนเลน มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ พระราชนัดดาซึ่งถ้าหากพูดตามประสาชาวบ้านก็คือ เป็นหลานน้าของรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงแด่รัชกาลที่ ๑ ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่า วัดบพิตรพิมุข เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขพระองค์นี้ 

ที่อยู่: 266 ถนน จักรวรรดิ แขวง จักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100

เปิดทำการ 08.00-18.00 น. โทรศัพท์: 02 225 2513

10.สำเพ็ง

สำเพ็ง หรือ สามเพ็ง(อักษรโรมัน: Sampheng) เป็นย่านการค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในแขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ อยู่ใกล้กับย่านเยาวราช, ถนนราชวงศ์ และต่อเนื่องไปถึงสะพานหัน, พาหุรัดและวังบูรพา ในพื้นที่แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร ทั้งนี้สำเพ็งในปัจจุบัน รู้จักกันดีในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ซอยวานิช 1 และในช่วงระหว่างสะพานหันถึงถนนจักรวรรดิเรียกว่า ตรอกหัวเม็ด

สำเพ็งเริ่มต้นจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงสถาปนาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เป็นราชธานีแห่งใหม่แทนที่กรุงธนบุรี ในปี พ.ศ 2325 โดยมีพระบรมมหาราชวังตั้งขึ้นในพื้นที่ ๆ แต่เดิมเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวจีน และโปรดให้ย้ายชุมชนชาวจีนออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่นอกประตูพระนครทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขนานไปกับลำน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส) ไปจนถึงคลองสามเพ็ง หรือสำเพ็งที่มาของชื่อ “สำเพ็ง” นั้นไม่มีใครทราบว่ามีความหมายว่ากระไร หรือมาจากคำว่าอะไร ได้มีผู้สันนิษฐานไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่ามาจากคำว่า “สามแพร่ง” หรือมาคำจีนแต้จิ๋วว่า “สามเผง” (อักษรจีน: 三聘; จีนกลางออกเสียง ซั้นผิ่ง) แปลตรงตัวได้ว่า “ศานติทั้งสาม” ซึ่งก็ไม่มีใครทราบความหมายหรือคำแปลที่แท้จริง หรือบ้างก็ว่ามาจากคำว่า “สามปลื้ม” ก็มีในทัศนะของสุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์อิสระเชื่อว่าคำว่า “สำเพ็ง” เป็นภาษามอญที่แปลว่า “เจ้าขุนมูลนาย” จึงเป็นไปได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของชาวมอญมาก่อน ที่ชาวจีนจะย้ายเข้ามาอยู่

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กิจการค้าของชาวจีนที่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในย่านสำเพ็งเติบโตขึ้นเป็นลำดับ ชาวตะวันตกที่เข้ามาติดต่อการค้ากับสยามประเทศ เรียกขานย่านสำเพ็งว่า “ตลาดจีน” หรือ “Chinese Bazaar” ในบันทึกของมิชชันนารีที่ได้เข้ามาเยี่ยมดูย่านสำเพ็งในปี พ.ศ. 2378 ระบุความไว้ตอนหนึ่งว่าตลาดทั้งหมดดูแล้วน่าจะเรียกว่า “เมืองการค้า” (trading town) มากกว่า ที่นี่มีร้านค้ามากมายหลากหลาย ตั้งอยู่บนสองฝั่งฟากถนนยาวราว 2 ไมล์ แต่ด้วยเหตุที่ร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่ปะปนกัน เดินเพียงไม่กี่หลาก็สามารถหาซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ ได้ครบตามที่ต้องการแต่ในขณะเดียวกัน

ปัจจุบัน สำเพ็งเป็นย่านการค้าที่คึกคักมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครโดยเปิดขายตั้งแต่เวลา 08:00 ถึง 17:00 น. ในเวลากลางวันและยังในเวลากลางคืนตั้งแต่เวลา 23:00 น. จนล่วงเข้าสู่วันใหม่ในเวลา 01:00 หรือจนถึง 06:00 น. ในยามเช้า โดยสินค้าที่นิยมขาย ได้แก่ กิฟต์ช้อป, เครื่องประดับตกแต่งเสื้อผ้า, เสื้อผ้าแฟชั่น, หมวก, นาฬิกา, ตุ๊กตาหรือของเล่นเด็ก รวมถึงอาหารด้วย เป็นต้น โดยมีทั้งขายปลีกและขายส่ง

 เวลา08.00-17.00น.

 

"เที่ยวใหม่กับหัวใจเดิม"

" ปรับปรุงทัศนียภาพคลองคูเมืองเดิมเพื่อคุณภาพชีวิต สู่การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ "
Scroll Up
Translate »